หน้าหลัก ข้อมูลหอจดหมายเหตุ ข้อมูลมหาวิทยาลัยรังสิต คู่มือหอจดหมายเหตุ สืบค้นข้อมูล จดหมายเหตุออนไลน์ มหาวิทยาลัยรังสิต สำนักหอสมุด

 

ข้อมูลมหาวิทยาลัยรังสิต
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร
ประวัติมหาวิทยาลัยรังสิต
คุณพ่อประสิทธิ์ อุไรรัตน์
ตราสัญลักษณ์
สีประจำมหาวิทยาลัย
พิธีสถาปนามหาวิทยาลัยรังสิต
พิธีเฉลิมฉลอง 20 ปี มหาวิทยาลัยรังสิต
พระศรีศาสดา
เครื่องแบบนักศึกษา
ชุดครุยวิทยฐานะ
ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย
เพลงประจำมหาวิทยาลัย
กรรมการสภามหาวิทยาลัย
คณะกรรมการบริหาร
คณบดี
ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
ชื่อปริญญา อักษรย่อปริญญา
และสีครุยวิทยฐานะ
บัณฑิตเกียรตินิยม
 
 
Hall of Fame
อาจารย์ดีเด่น
    - อาจารย์สอนดีเด่นประจำปีการศึกษา 2553
    - อาจารย์สอนดีเด่น 6 ปีติดต่อกัน
(ปีการศึกษา 2548-2553)
    - อาจารย์สอนดีเด่น 3 ปีติดต่อกัน
(ปีการศึกษา 2551-2553)
บุคลากรดีเด่น
 
 
อำลา...อาลัย
ผศ.ดร.สืบแสง พรหมบุญ
คุณพิชัย วาสนาส่ง
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร
 
 
วีดิทัศน์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร
 
 
 
 
 
บทอาเศียรวาท
 
 
 
 
 
 
พระประวัติ
 
 
     สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร พระราชโอรสองค์ที่ ๕๒ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์เนื่อง สนิทวงศ์ (ธิดาในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์) ประสูติในพระบรมมหาราชวังเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีระกา ตรงกับวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๘ วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๘ หลังให้ประสูติกาลพระราชโอรสได้ ๑๒ วัน เจ้าจอมมารดา หม่อมราชวงศ์เนื่องก็ถึงแก่อนิจกรรม
 
 
     พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอุ้มพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ มาพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาพระบรมราชเทวี (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ด้วยพระองค์เองพร้อมกับตรัสว่า “ให้มาเป็นลูกแม่กลาง” สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาพระบรมราชเทวีทรงรับพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ไว้อุปการะพร้อมทั้งพระเชษฐภคินี คือ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท โดยทรงเลี้ยงดูพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ ซึ่งทรงมีพระชนมายุใกล้เคียงกับเจ้าฟ้ามหิดลอดุยเดชเหมือนกับพระราชโอรสที่ประทานกำเนิดด้วยพระองค์เอง
 
 
 
 
 
พระราชตระกูล
 
พระราชตระกูลในสามรุ่นของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร
 
 
 
 
 
ลำดับราชสกุลวงศ์
 
ลำดับราชสกุลวงศ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
 
 
 
 
 
การศึกษา
 
     เสด็จในกรมฯ ทรงเข้ารับการศึกษาเบื้องต้น ณ โรงเรียนราชกุมารในพระบรมมหาราชวัง และยังทรงได้รับการอบรมอย่างใกล้ชิดในเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปะ ดนตรี และความรู้ทั่วไปจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ นอกจากนั้น ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตามเสด็จทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมือง
 
 
     พ.ศ.๒๔๔๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จออกเดินทางไปยุโรปเพื่อรับการศึกษาที่ประเทศเยอรมัน เสด็จในกรมฯ เข้าศึกษาในโรงเรียนมัธยม เมืองฮัลเบอร์สตัด และทรงเข้าศึกษา ณ มหาวิทยาลัยเมืองไฮเดิลแบร์ก ทรงสนพระทัยที่จะศึกษาวิชาแพทย์มานานแล้ว แต่สมเด็จพระบรมชนกนาถรับสั่งว่า พระพลานามัยไม่สมบูรณ์ วิชาทหารและวิชาแพทย์ไม่เหมาะสม จึงทรงแนะนำให้ศึกษาวิชากฎหมายแทน ซึ่งจะน่ากลับมาช่วยบ้านเมืองได้มากมาย
 
 
     ดังนั้น เมื่อทรงเข้ามหาวิทยาลัยไฮเดิลแบร์กปีแรกๆ จึงทรงศึกษาวิชากฎหมายตามพระราชประสงค์ ต่อมาทรงรู้พระทัยองค์เองว่าไม่โปรดวิชากฎหมาย จึงกราบบังคมทูลพระกรุณาว่าจะขอเปลี่ยนไปศึกษาวิชาครุศาสตร์ (Pedagogy) แทน เพราะอยากรับราชการในการจัดการโรงเรียนตั้งแต่ปฐมไปจนถึงชั้นอุดมศึกษา อย่างไรก็ตามระหว่างทรงศึกษาวิชาครุศาสตร์ได้ทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์บางรายวิชาตามที่สนพระทัย
 
 
 
 
 
การสมรส
 
 
     เสด็จในกรมฯ ทรงสมรสกับหม่อมเอลิซาเบท รังสิต ณ อยุธยา (สกุลเดิม ชาร์นแบร์เกอร์) (Elisabeth Scharnberger) สตรีชาวเยอรมัน ณ ที่ทำการอำเภอเวสตมินสเตอร กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๕ ทรงเป็นต้นราชสกุล รังสิต ทรงมีโอรส ๒ พระองค์และธิดา ๑ พระองค์ ได้แก่
 
 
     ๑. หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต ประสูติเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ เสกสมรสกับ หม่อมเจ้าหญิง วิภาวดี รัชนี (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต) และมีหม่อม คือ พิทักษ์ แสงฤทธิ์
     ๒. หม่อมเจ้าสนิทประยูรศักดิ์ รังสิต ประสูติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ เสกสมรสกับ อามีเลีย มอนตอลติ และ นาลินี สุขนิล
     ๓. หม่อมเจ้าจารุลักษณ์กัลยาณี รังสิต (ในปัจจุบันคือ ท่านผู้หญิงจารุลักษณ์กัลยาณี บูรณะนนท์) ประสูติเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ ภายหลังได้กราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์เพื่อทำการสมรสกับนายแพทย์เฉลิม บูรณะนนท์
 
 
 
 
 
พระกรณียกิจ
 
     เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาและเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระองค์เจ้าต่างกรมที่ "กรมหมื่นชัยนาทนเรนทร" ทรงรับราชการเป็น “ผู้ช่วยปลัดทูลฉลอง” กระทรวงธรรมการ และรับหน้าที่เป็น “ผู้บัญชาการโรงเรียนราชแพทยาลัย”
 
 
     เสด็จในกรมฯ ทรงจัดตั้งการสอนวิชาแพทย์ปรุงยาขึ้นในโรงเรียนราชแพทยาลัยตามที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถได้ทรงปรารภเกี่ยวกับการ ขาดแคลนแพทย์ปรุงยาในกองทัพ ดังที่ได้นิพนธ์ไว้ว่า
     “เมื่อข้าพเจ้าได้เข้าไปจัดการศึกษาวิชาแพทย์และวิชาผดุงครรภ์และพยาบาลได้สักหน่อย สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ก็ทรงแสดงดำริห์มาว่าตามกรมกองทหารบกมีแพทย์ประจำหน่วยพยาบาลอยู่แล้ว และยังจะได้เพิ่มเติมไปอีกเรื่อยๆ แต่ทางเภสัชกรรมนั้นยังไม่มีผู้ที่ได้เรียนและได้รับการอบรมไปประจำตามที่จำหน่ายยาเลย ควรจะตั้งโรงเรียนแพทย์ปรุงยาขึ้นอีกแผนกหนึ่ง ข้าพเจ้าเห็นด้วยจึงได้จัดตั้งโรงเรียนปรุงยาขึ้น”
 
 
     เสด็จในกรมฯ ทรงดำเนินการฝึกแพทย์ผสมยาและทรงจัดการสอนแพทย์ผสมยา โดยมีประกาศกระทรวงธรรมการเรื่อง “ระเบียบจัดนักเรียนแพทย์ผสมยา พ.ศ. ๒๔๕๗” โดยจัดการเรียนการสอนในหลักสูตร “แพทย์ปรุงยา” ใช้ระยะเวลาศึกษา ๓ ปี เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้ “ประกาศนีย บัตรแพทย์ปรุงยา” โดยมีระเบียบดังนี้
      1. การฝึกแพทย์ผสมยา จัดขึ้นอีกเป็นแผนกหนึ่งในราชแพทยาลัย
      2. รับนักเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๖ แล้วเข้าเรียน
      3. กำหนดการเรียน เรียนวิชา ๒ ปี และฝึกงาน ๑ ปี
      4. จัดการให้จ้าง Dr. Lucius เป็นครูสำหรับแผนกนี้ โดยมีนายบุญช่วยเป็นครูผู้ช่วยหลักสูตรแพทย์ผสมยา พ.ศ. ๒๔๕๗ เป็นดังนี้
 
 
     และโปรดประทานความรู้ภาษาละตินแก่นักเรียนแพทย์ปรุงยา ดังที่ได้เคยปรารภกับนักเรียนปรุงยาทั้งหลายว่า พวกนักปรุงยาจำเป็นต้องรู้ภาษาละตินได้ดี เพราะภาษาละตินเป็นภาษาสากล ประเทศที่เจริญแล้วเขาใช้ภาษาละตินสำหรับเขียนตำรับยาหรือใบสั่งยากันทั้งนั้น
     ต่อมาแผนกปรุงยาได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนเภสัชกรรมในปี พ.ศ.๒๔๗๖ และได้พัฒนามาเป็นคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลจวบจนปัจจุบัน ด้วยคุณูปการที่กล่าวมาเสด็จในกรมฯ จึงได้ทรงรับการเชิดชูเฉลิมพระเกียรติเป็น “พระบิดาของวิทยาศาสตร์เภสัชกรรมแห่งประเทศไทย” ในเวลาต่อมา
     พ.ศ. ๒๔๕๘ ทรงปรับปรุงหลักสูตรการเรียนวิชาพยาบาลผดุงครรภ์ ให้ได้มาตรฐาน ซึ่งในสมัยนั้นยังนิยมใช้การแพทย์แผนโบราณ คลอดบุตรโดยหมอตำแยกันอยู่ ทรงส่งเสริมให้ข้าราชบริพารในสมเด็จพระศรี สวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เข้าเรียนต่อหลักสูตรของศิริราชพยาบาล สนับสนุนให้ศึกษาวิชาแพทย์และพยาบาลแผนปัจจุบันให้มากขึ้น ทรงปลูกฝังความนิยมในการเรียนแพทย์ให้เป็นที่แพร่หลาย จัดการศึกษาในโรงเรียนแพทย์ให้มีมาตรฐาน นอกจากนี้พระองค์ท่านยังเป็นผู้โน้มน้าวสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช ให้ทรงสนพระทัยวิชาการแพทย์
     พ. ศ. ๒๔๖๐ ทรงได้รับตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัยในกระทรวงธรรมการ เสด็จในกรมฯ ได้ทรง เพิ่มคณะใหม่ๆ ในมหาวิทยาลัย ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ และให้โรงเรียนราชแพทยาลัยเป็นคณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาแพทย์เพิ่มระยะเวลาการศึกษาเป็น ๖ ปี
 
พ.ศ. ๒๔๖๐ ทรงจัดตั้งกองนักเรียนแพทย์เสือป่า และทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมนักเรียนแพทย์เสือป่าหลวง
     
     พ.ศ. ๒๔๖๑ ทรงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นอธิบดีกรมสาธารณสุขคนแรก สมัยนั้นคำว่า “สาธารณสุข” ยังเป็นคำใหม่ซึ่งคนไทยไม่เข้าใจ จึงทรงวางรากฐาน ประสัมพันธ์และวางแผนจัดทำโครงการ แบ่งงานสาธารณสุขในพระราชอาณาเขตเป็นสาธารณสุขจังหวัดในปัจจุบัน แม้กระนั้นพระองค์ก็ยังทรงห่วงใยเรื่องหลักสูตรแพทย์ปรุงยา โดยทรงรับสั่งกับรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขไว้ว่า
     “เรื่องการเภสัชกรรมนั้นมีความสำคัญมาก สมควรที่ต้องมีกฎหมายบังคับคุ้มครองขึ้น จัดให้มีการแบ่งแยกหน้าที่ของแพทย์และเภสัชกรตามแบบแผนที่ถูกต้อง ตลอดจนถึงการควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานของยาตามแบบยุโรป เพื่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชน”
 
 
     ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสาธารณสุขทรงริเริ่มงานการศึกษาและฝึกอบรม การควบคุมป้องกันโรค จัดให้มีกองกำกับโรคระบาด กักกันผู้เป็นโรคและต้องสงสัยว่าเป็นโรคเมื่อเดินทางเข้าประเทศ จัดให้มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบาด ปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ
     นอกจากนี้ ได้ทรงริเริ่มให้มีประราชบัญญัติเกี่ยวกับการสาธารณสุขเป็นครั้งแรก ได้แก่ พระราชบัญญัติการรักษาความสะอาดในเขตสุขาภิบาล พระราชบัญญัติควบคุมอาหารและยา พระราชบัญญัติการแพทย์เพื่อควบคุมและวางระเบียบจรรยาบรรณการประกอบการแพทย์
     ทรงวางระเบียบการบริหารงานที่ครอบคลุมทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมีการจัดตั้งแพทย์ประจำจังหวัด ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นสาธารณสุขจังหวัด
     พ.ศ. ๒๔๖๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็นกรมขุนชัยนาทนเรนทร
     พ.ศ. ๒๔๖๘ หลังจากทรงรับราชการมาเป็นเวลา ๑๒ ปี ได้กราบถวายบังคมทูลลาออกจากราชการในวันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๘ เนื่องจากพระอนามัยไม่สมบูรณ์
     เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติได้เฉลิมพระนามเป็นพระเจ้าพี่ยาเธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร และทรงแต่งตั้งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๔๖๘
     พ.ศ. ๒๔๗๕ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปรักษาพระองค์ที่สหรัฐอเมริกา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และทรงแต่งตั้งเสด็จในกรมฯ เป็นที่ปรึกษาของผู้สำเร็จราชการ
     พ.ศ. ๒๔๘๑ สมเด็จพระพันวสาอัยยิกาเกล้าเจ้าทรงมอบหมายให้เสด็จในกรมฯ เป็นพระอภิบาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอฯ และสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอฯ เมื่อครั้งเสด็จนิวัตพระนครเป็นครั้งแรก
     พ.ศ. ๒๔๙๐ ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
     พ.ศ. ๒๔๙๓ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรี พระราชทานยศพลเอกนายทหารพิเศษประจำกองพันที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ และให้สถาปนาพระยศเป็นกรมพระชัยนาทนเรนทร และดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
 
 
 
 
 
เสด็จในกรมฯ กับสมเด็จพระราชชนก
 
 
     ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ (ค.ศ.๑๙๖๑) เมื่อครั้งเสด็จในกรมฯ ทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยปลัดทูลฉลองและผู้บัญชา การราชแพทยาลัยทรงพิจารณาเห็นว่าโรงเรียนแพทย์อยู่ในฐานะล้าหลังมาก เมื่อเทียบกับโรงเรียนแพทย์ ในทวีปยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวิทยาศาสตร์ ทรงตกลงพระทัยที่จะปรับปรุงเป็นการใหญ่ แต่ต้อง ประสบอุปสรรค คือ หาผู้ที่มีวิชามาเป็นอาจารย์ไม่ได้ จึงได้ทรงพยายามชักชวนผู้ที่มีความรู้มาร่วมงาน พร้อมทั้งได้ขอร้องให้กระทรวงธรรมการติดต่อกับมูลนิธิร็อกกี้ เฟลเลอร์ ให้ช่วยจัดอาจารย์ในวิชากายวิภาค ศาสตร์ สรีรวิทยา พยาธิวิทยา และศัลยกรรม ซึ่งในครั้งกระนั้นประเทศไทยได้ผู้เชี่ยวชาญมาเพียงคนเดียว คือ ดร . เอ จี เอลลิส ซึ่งต่อมาได้เป็นกำลังสำคัญในการปรับปรุงโรงเรียนแพทย์
 
 
     เสด็จในกรมฯ ได้เสด็จไปเฝ้าสมเด็จพระบรมราชชนก และทรงโน้มน้าวให้หันมาสนพระทัยการแพทย์และสาธารณสุข โดยได้ทรงออกอุบายเชิญเสด็จประทับเรือยนต์ประพาสทางน้ำ เรือแล่นไปตามคลองบางกอก ใหญ่ ผ่านเข้าคลองบางกอกน้อย พอเรือออกปากคลองบางกอกน้อย จึงทูลเชิญขอให้ทรงแวะที่ศิริราชพยา บาล ซึ่งเป็นที่ทำงานของเสด็จในกรมฯ สมเด็จพระบรมราชชนกได้ทอดพระเนตรโรงคนไข้
 
 
     ซึ่งเป็นเรือนไม้หลังคาจาก มีที่ไม่พอรับคนไข้ มีคนไข้นั่งรอนอนรออยู่ตามโคนไม้ อุปกรณ์การรักษา พยาบาลขาดแคลน โรงเรียนแพทย์มีเครื่องมือในการเรียนไม่พอเพียง สมเด็จพระบรมราชชนกทรงทราบ ถึงความยากลำบากและขาดแคลนของศิริราชพยาบาล ทรงสลดพระทัยเป็นอันมาก เสด็จในกรมฯ จึงกราบ ทูลวิงวอนให้สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงช่วยจัดการการศึกษาแพทย์ เสด็จในกรมฯ ประทานเหตุผลที่ทรง ทำเช่นนั้นว่า เพราะสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ทรงเป็นเจ้าฟ้าชั้นสูง ถ้าเข้ามาทรงจัดการเรื่องนี้ แล้วจะทำให้กิจการแพทย์เด่นขึ้น มีผู้โดยเสด็จช่วยเหลืองานมากขึ้น
 
       
 
     อนึ่งทูลกระหม่อมทรงมีรายได้สูงแต่พอพระทัยจะใช้ในการบำเพ็ญพระกุศลสาธารณะและประการสำคัญ ที่สุดทรงเป็นเจ้าฟ้าที่มีพระปัญญาหลักแหลม มีความเพียรกล้า จะทรงทำอะไรก็ทรงทำจริงไม่ย่อท้อ กิจการ แพทย์จะเจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว ถ้าสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ ทรงตกลงพระทัยที่จะจัดการ เรื่องการแพทย์
     สมเด็จพระบรมราชชนกทรงรับสั่งว่า "พระองค์เป็นทหารเรือจะช่วยได้อย่างไร" แต่ในที่สุดก็ตกลงพระ ทัยจะทรงช่วยในการปรับปรุงการแพทย์ของประเทศไทย โดยเสด็จไปทรงศึกษาวิชาสาธารณสุขที่มหาวิท ยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. ๒๔๖๐
 
 
 
 
 
คดีกบฏพระยาทรงสุรเดช
 
     พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๘๖ ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เสด็จในกรมฯ ทรงถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในกบฏพระยาทรงสุรเดช ทำให้พระองค์ถูกคุมขังที่เรือนจำบางขวางและตะรุเตา รวมทั้งถูกถอดออกจากฐานันดรศักดิ์
     ๒๐ พฤศจิกายน ๒๔๘๒ ศาลพิเศษซึ่งมีพันเอกหลวงพรหมโยธีเป็นประธานตัดสินว่า มีการเตรียมการยึดอำนาจโดยพันเอกพระยาทรงสุรเดชเป็นผู้นำ ในการอ่านคำพิพากษาให้ปล่อยตัวพ้นข้อหา จำนวน ๗ คน จำคุกตลอดชีวิตจำนวน ๒๕ คน ส่วนโทษประหารชีวิต จำนวน ๒๑ คน แต่ให้เว้นการประหาร คงเหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต ๓ คน เนื่องจากเคยประกอบคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ คือ
 
 
     ๑. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร พระนามเดิม พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ (๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๘ – ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๔) พระราชโอรสองค์ที่ ๕๒ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์เนื่อง สนิทวงศ์ ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ดำรงพระชนม์ชีพอยู่เป็นพระองค์สุดท้าย ซึ่งในการพิพากษาคดีมีคำสั่งให้ถอดจากฐานันดรศักดิ์ลงมาเป็นสามัญชนถูกจำคุกอยู่จนถึงวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๔๘๖ ก็ได้รับการอภัยโทษจากรัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม
 
 
     ๒. พลโทพระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ซึ่งต่อมาในวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๔๘๗ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกกดดันให้ลงออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากการเสนอร่าง พ.ร.บ.ระเบียบราชการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ ไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร โดย นายควง อภัยวงศ์ขึ้นเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ในเดือนสิงหาคม ซึ่งภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลก็คือ ขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่นักโทษการเมืองทั้งหมด พลโทพระยาเทพหัสดิน ได้รับอิสรภาพเมื่อวันที่ ๒๐กันยายน ๒๔๘๗ และได้รับนิรโทษกรรมในเวลา ๓ ปีต่อมา ในเดือนกันยายน ๒๔๙๐ จากนั้น พลโทพระยาเทพหัสดิน ได้รับหนังสือขอโทษจากจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยมีเนื้อความแสดงถึงความเข้าใจผิดในกรณีกบฏพระยาทรงสุรเดช รวมทั้งผลที่เกิดขึ้นตามมา และขอการอโหสิกรรมในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด
     หลังจากรัฐประหาร ๖ เมษายน ๒๔๙๑ ที่เรียกกันว่า "รัฐประหารเงียบ" ทำให้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม กลับมามีอำนาจทางการเมือง และขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงปลายปีนั้นเอง พระยาเทพหัสดิน ก็ได้รับพระราชทานยศเป็นพลเอก และได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๑
 
 
     ๓. พันเอกหลวงชำนาญยุทธศิลป์ (เชย รมยะนันท์) หนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร และเป็นผู้อ่านประกาศแถลงการณ์ของคณะราษฎร์ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐการ (๒๑ ธันวาคม ๒๔๘๐ – ๑๖ ธันวาคม ๒๔๘๑)
     นักโทษการเมืองทั้งหมดถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำบางขวาง จากนั้นนักโทษประหารชีวิตถูกทยอยนำตัวออกมาประหารด้วยการยิงเป้าวันละ ๔ คน จนครบ จำนวน ๑๘ คน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "กบฏ ๑๘ ศพ"
 
 
 
 
 
การคืนพระอิสริยยศ
 
     ๒๐ กันยายน ๒๔๘๗ ได้รับการคืนพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร
 
     ๑๖ มิถุนายน ๒๔๘๙ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ร่วมกับพระยามานวราชเสวี เนื่องจากในขณะนั้นยังมิได้ทรงบรรลุพระราชนิติภาวะ
 
     ๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ หลังการรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ โดย พลโทผิน ชุณหะวัน ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานอภิรัฐมนตรี (ต่อมาเปลี่ยนเป็นองคมนตรีในรัฐธรรมนูญ ๒๔๙๒) ซึ่งคณะอภิรัฐมนตรีประกอบด้วย
      ๑. พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร
      ๒. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร
      ๓. พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอลงกฎ กรมหมื่นอดิศรอุดมศักดิ์
      ๔. พระยามานวราชเสวี (ปลอด ณ สงขลา)
      ๕. พลเอกอดุล อดุลเดชจรัส
 
     ๒๕ มีนาคม ๒๔๙๓ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรี พระราชทานยศพลเอกนายทหารพิเศษประจำกองพันที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ และดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ๘ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ให้สถาปนาพระยศเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระชัยนาทนเรนทร โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฎ ว่า "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระชัยนาทนเรทร จุฬาลงกรณราชวโรรส สยามสุขบทบุรัสการี เมตตาสีตลหฤทัย อาชชวมัททวัธยาศัยสุจารี วิวิธเมธีวงศาธิราชสนิท นวมนริศรสุมันตนบิดุล ติรณคุณสรณาภิรักษ ประยูรศักดิธรรมิกนาถบพิตร สิงหนาม" ทรงศักดินา ๑๕๐๐๐ ตามอย่างธรรมเนียมพระองค์เจ้าต่างกรมทั้งปวง
 
     ๔ มิถุนายน ๒๔๙๓ โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
 
     ๒๘ มกราคม ๒๔๙๕ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร เมื่อสิ้นพระชนม์ พระบาทสม เด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนกรมเป็น "สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรทร จุฬาลงกรณราชวโรรส สยามสุขบทบุรัสการี เมตตาสีตลหฤทัย อาชชวมัททวัธยาศัยสุจารี วิวิธเมธีวงศาธิราชสนิท นวมนริศรสุมันตนบิดุล ติรณคุณสรณาภิรักษ ประยูรศักดิธรรมิกนาถบพิตร"
 
 
 
 
 
ชีวิตส่วนพระองค์
 
     หลังจากเกษียณจากราชการแล้ว เสด็จในกรมฯ ทรงดำเนินชีวิตส่วนพระองค์อย่างเรียบง่าย ทรงงานศิลปะ ออกแบบ ตกแต่งภายในจากผลงานศิลปะและโบราณวัตถุที่ทรงสะสมทั้งจากต่างประเทศและภายในประ เทศ อันเป็นที่ชื่นชมกันว่าทรงมี “ตาดี” ในเรื่องงานศิลปะ ที่ทรงสืบทอดมาจาก สมเด็จพระราชบิดา ทรงงานอดิเรกถ่ายภาพและถ่ายภาพยนต์โดยทรงเป็นกรรมการผู้ร่วมก่อตั้ง “สมาคมภาพยนต์สมัครเล่นแห่งสยาม” นอกจากนี้ ยังทรงเป็นผู้พัฒนาและบุกเบิกการพัฒนาที่ดินรุ่นแรกๆ ของสยามอีกด้วย
     สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร สิ้นพระชนม์อย่างกระทันหัน ณ วังถนนวิทยุ เมื่อเวลาประมาณ ๑ นาฬิกาของวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ ด้วยพระโรคหืดและโรคพระหทัยวาย เป็นราชโอรสองค์สุดท้ายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระชนม์ยืนที่สุดด้วยพระชนมายุ ๖๕ ปี ๔ เดือน
 
พระอิสริยยศ
ตราประจำพระองค์และตราประจำราชสกุลรังสิต
 
 
๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๘ – ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์
 
๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ – ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๗ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์
 
๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๗ – ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๕ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นชัยนาทนเรนทร
 
๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๕ – ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร
 
๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ – ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร
 
๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ – ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๒ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร
 
๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๒ – ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๗ นายรังสิตประยูรศักดิ์ รังสิต ณ อยุธยา (ถอดพระอิสริยยศ)
 
๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๗ – ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร (คืนพระอิสริยยศ)
 
๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระชัยนาทนเรนทร โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฎ ว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระชัยนาทนเรทร จุฬาลงกรณราชวโรรส สยามสุขบทบุรัสการี เมตตาสีตลหฤทัย อาชชวมัททวัธยาศัยสุจารี วิวิธเมธีวงศาธิราชสนิท นวมนริศรสุมันตนบิดุล ติรณคุณสรณาภิรักษ ประยูรศักดิธรรมิกนาถบพิตร สิงหนาม ทรงศักดินา ๑๕๐๐๐ ตามอย่างธรรมเนียมพระองค์เจ้าต่างกรมทั้งปวง
 
พ.ศ. ๒๔๙๕ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร เมื่อสิ้นพระชนม์ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนกรมเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรทร จุฬาลงกรณราชวโรรส สยามสุขบทบุรัสการี เมตตาสีตลหฤทัย อาชชวมัททวัธยาศัยสุจารี วิวิธเมธีวงศาธิราชสนิท นวมนริศรสุมันตนบิดุล ติรณคุณสรณาภิรักษ ประยูรศักดิธรรมิกนาถบพิตร
 
 
 
 
 
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
 
เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ (น.ร.)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้าวิเศษ (ป.จ.ว.)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์รัตนวราภรณ์ (ร.ว.)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์วัลลภาภรณ์ (ว.ภ.)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์วชิรมาลา (ว.ม.ล.)
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 5 ชั้นที่ 2 (จ.ป.ร.๒)
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 ชั้นที่ 2 (ว.ป.ร.๒)
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 7 ชั้นที่ 2 (ป.ป.ร.๒)
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 8 ชั้นที่ 1 (อ.ป.ร.๑)
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1 (ภ.ป.ร.๑)
 
 
 
 
 
วีดิทัศน์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร
 
สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ตอนที่ ๑
 
สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ตอนที่ ๒
 
สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ตอนที่ ๓
 
สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ตอนที่ ๔
 
 
 
 
 
บรรณานุกรม
 

หนังสือ

เวนิสา เสนีวงศ์ฯ.  ราชภัยแห่งเจ้าฟ้า.  กรุงเทพฯ : บางกอกบุ๊ค, 2541.

สื่ออิเล็กทรอนิกส์

“กรมขุนชัยนาทนเรนทร กับคดีกบฏพระยาทรงสุรเดชและการเกิดองคมนตรีหลังการอภิวัฒน์สยาม.”
                http://arinwan.info/index.php?topic=2007.0, 27 เมษายน 2555.

คณะเภสัชศาสตร์.  “เกี่ยวกับคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.”   [ออนไลน์]  เข้าถึงได้จาก :              
               http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/aboutus.php, 26 เมษายน 2555.

คนช่างเล่า.  “เจ้าฟ้ามหิดล ทรงหันมาศึกษาวิชาการแพทย์ ทั้งๆที่เรียนทางโรงเรียนนายเรือ.”  
                [ออนไลน์]  เข้าถึงได้จาก : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=775485,
               27 เมษายน 2555.

พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ.  “สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก.” [ออนไลน์]  เข้าถึงได้
               จาก :  http://www.navy.mi.th/navalmuseum/002_history/html/his_b12_rachanok_
               thai.htm, 24 เมษายน 2555.

“เรื่องที่ 80 กับพระองค์ที่ 9.”  ออนไลน์]  เข้าถึงได้จาก : http://www.oknation.net/blog/mcwp/2007/06/09/
               entry-1, 27 เมษายน 2555.

“สธ.ถวายสักการะ "กรมพระยาชัยนาทนเรนทร" สถาปนา 68 ปีกระทรวง.”  [ออนไลน์]  เข้าถึงได้จาก :               
               http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000167702, 26 เมษายน 2555.

“สมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทร.” [ออนไลน์]  เข้าถึงได้จาก :  http://www.reurnthai.com/index.
                php?topic=2148.0, 27 เมษายน 2555.

“สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาชัยนาทนเรนทร.” [ออนไลน์]  เข้าถึงได้จาก :
                http://phnumis.health.nu.ac.th/phnu2011/powerpoint/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%
                B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%
                B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%20%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%
                E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%
                E0%B8%8D.pdf
, 27 เมษายน 2555.

“สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร.”  [ออนไลน์]  
                เข้าถึงได้จาก : http://th.wikipedia.org/wiki/, 27 เมษายน 2555.

หอประวัติจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.  ผู้มีคุณูปการต่อจุฬาฯ.”  [ออนไลน์]  เข้าถึงได้จาก :  
                http://www.memohall.chula.ac.th/history/, 25 เมษายน 2555.

เอกาสฎฺฐีวรรษ กตเวทิตา. “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาท    
                นเรนทร.”   [ออนไลน์]  เข้าถึงได้จาก : http://www.facebook.com/note.php?note_id=
                334732533244009,  26 เมษายน 2555.